นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy)
นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy)
บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด (“บริษัท”) ยึดมั่นการดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายที่บังคับใช้ และตระหนักถึงการได้รับความไว้วางใจจากท่านที่ใช้บริการของบริษัท บริษัทเข้าใจดีว่าท่านต้องการความปลอดภัยในการทำธุรกรรมและการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล
ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญด้านการเคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัวของท่านและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน โดยได้กำหนด นโยบาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการดำเนินงานของบริษัทด้วยมาตรการที่เข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ท่านได้มั่นใจว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทได้รับจะถูกนำไปใช้ตรงตามความต้องการของท่านและถูกต้องตามกฎหมาย
วัตถุประสงค์
นโยบายฉบับนี้ใช้เพื่อแจ้งให้ท่านในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงวัตถุประสงค์และรายละเอียดของการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนสิทธิตามกฎหมายของท่านที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อมูลส่วนบุคคลงที่บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผย
- ข้อมูลส่วนบุคคล คือ ข้อมูลที่ทำให้สามารถระบุตัวตนของท่านได้ ไม่ว่าทางตรง หรือ ทางอ้อม ได้แก่
- ข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านให้ไว้แก่บริษัทฯ โดยตรง หรือ ให้ผ่านบริษัทฯ หรือ มีอยู่กับบริษัทฯ ทั้งที่เกิดจากการใช้บริการ ติดต่อ เยี่ยมชม ค้นหา ผ่านช่องทางดิจิทัล เว็บไซต์ Call Center ผู้ที่ได้รับมอบหมาย หรือ ช่องทางอื่นใด
- ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ ได้รับหรือเข้าถึงได้จากแหล่งอื่นซึ่งไม่ใช่จากท่านโดยตรง เช่น หน่วยงานของรัฐ สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการทางการเงิน พันธมิตรทางธุรกิจบริษัทฯ ข้อมูลเครดิต และผู้ให้บริการข้อมูล เป็นต้น ซึ่งบริษัทฯ จะเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งอื่นต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากท่านตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่บริษัทฯ มีความจำเป็นตามกรณีที่กฎหมายอนุญาต
ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผย เช่น
- ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ นามสกุล อายุ วันเดือนปีเกิด สถานภาพสมรส เลขประจำตัวประชาชน เลขหนังสือเดินทาง ข้อมูลการติดต่อ เช่น ที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน ที่อยู่ที่ติดต่อ (สำหรับกรณีต่างจากที่อยู่อาศัย) หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ไอดีไลน์ เป็นต้น
- ข้อมูลทางการเงิน เช่น มูลค่าการทำธุรกรรม แหล่งที่มาของเงิน เลขที่บัญชีธนาคาร เลขที่บัตรเครดิต เลขที่บัตรเดบิตที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม เป็นต้น
- ข้อมูลการทำธุรกรรม เช่น จำนวนเงินการซื้อ/ขาย/แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รวมถึงการได้มา หรือ จำหน่ายไปซึ่งเงินตราต่างประเทศ
- ข้อมูลอุปกรณ์หรือเครื่องมือ เช่น IP address MAC address Cookie ID เป็นต้น
- ข้อมูลอื่นๆ เช่น การใช้งานเว็บไซต์ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และข้อมูลอื่นใดที่ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
2.ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data) คือ ข้อมูลส่วนบุคคลที่กฎหมายกำหนดเป็นการเฉพาะซึ่งบริษัทฯ จะเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวต่อเมื่อบริษัทฯได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่าน หรือ ในกรณีที่บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายอนุญาต โดยบริษัทฯ อาจต้องเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลข้อมูลชีวภาพ (Biometric) เช่น ข้อมูลภาพจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ ข้อมูลจำลองม่านตา ข้อมูลอัตลักษณ์เสียง เพื่อวัตถุประสงค์ในการพิสูจน์และยืนยันตัวตนของผู้ใช้บริการที่ขอสมัคร และ/หรือทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล เว็บไซต์ Call Center หรือ ช่องทางอื่นใด เป็นต้น
หมายเหตุ : ต่อไปในนโยบายฉบับนี้หากไม่กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงจะเรียกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวที่เกี่ยวกับท่านข้างต้น รวมกันว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล”
3.บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อวัตถุประสงค์ใดบ้าง
1.เพื่อให้ท่านได้ใช้ ผลิตภัณฑ์ และ/หรือ บริการของบริษัทได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของท่าน และ เพื่อการอื่นที่จำเป็นภายใต้กฎหมาย
1.เพื่อให้ท่านสามารถใช้บริการของบริษัท ได้ตามความประสงค์ซึ่งท่านเป็นลูกค้า/ผู้ใช้บริการกับบริษัท หรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของท่านก่อนใช้บริการของบริษัท (Contractual Basis) เช่น
(1) การพิจารณาอนุมัติ การให้ผลิตภัณฑ์ และ/หรือ บริการต่างๆ เช่น การสมัครสมาชิก รวมถึงการให้บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
(2) การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการต่างๆ เช่น การประมวลผล การติดต่อ การแจ้ง การมอบงานให้แก่บุคคลอื่นที่เป็นผู้ให้บริการภายนอก การโอนสิทธิ และ/หรือ หน้าที่ รวมถึงการแจ้งข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือ เนื่องมาจากการบริการ หรือ การมอบหมายให้บริการ
2.เพื่อปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือใช้บังคับ (Legal Obligation) เช่น
(1) การปฏิบัติตามคำสั่งของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย
(2) การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากร กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง กฎหมายคอมพิวเตอร์ กฎหมายล้มละลาย และกฎหมายอื่นๆ ที่บริษัท จำเป็นต้องปฏิบัติตามทั้งของในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงประกาศ และระเบียบที่ออกตามกฎหมายดังกล่าว
3.เพื่อการดำเนินงานที่จำเป็นภายใต้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท หรือ ของบุคคลหรือ นิติบุคคลอื่น โดยไม่เกินขอบเขตที่ท่านสามารถคาดหมายได้อย่างสมเหตุสมผล (Legitimate Interest) เช่น
(1) การบันทึกเสียงทาง Call Center การบันทึกภาพ CCTV การแลกบัตรก่อนเข้าอาคาร
(2) การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น การจัดการข้อร้องเรียน การประเมินความพึงพอใจ การดูแลลูกค้าโดยพนักงานของบริษัท การแจ้งเตือน หรือ นำเสนอบริการต่างๆ ประเภทเดียวกันกับที่ท่านใช้บริการอยู่กับบริษัท ซึ่งเป็นประโยชน์กับท่าน
(3) การบริหารความเสี่ยง การกำกับตรวจสอบ การบริหารจัดการภายในองค์กร รวมถึงการส่งต่อไปยังบริษัท ในเครือกิจการเดียวกันเพื่อการดังกล่าว ภายใต้นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเครือกิจการ (Binding Corporate Rules)
(4) การทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ (Anonymous Data)
(5) การป้องกัน รับมือ ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดการกระทำการทุจริต ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การทำผิดกฎหมายต่างๆ (เช่น การฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือชื่อเสียง) ซึ่งรวมถึงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานของบริษัท ในเครือกิจการ/ธุรกิจเดียวกันในการป้องกัน รับมือ ลดความเสี่ยงข้างต้น
(6) การเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของ กรรมการ ผู้มีอำนาจกระทำการแทน ตัวแทน ของลูกค้านิติบุคคล
(7) การติดต่อ การบันทึกภาพ การบันทึกเสียงเกี่ยวกับการจัดประชุม อบรม สันทนาการ หรือออกบูธ
(8) การเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
(9) การรับ-ส่ง เอกสาร หรือ พัสดุ
2.เพื่อให้ท่านได้รับประโยชน์จากการใช้บริการตามที่ท่านเลือกให้ความยินยอมไว้ เช่น
(1) เพื่อให้ท่านได้รับบริการที่ดียิ่งขึ้น และสอดคล้องกับความต้องการของท่าน
(2) เพื่อให้ท่านได้รับข้อเสนอ สิทธิประโยชน์พิเศษ คำแนะนำ และข่าวสารต่างๆ รวมถึงสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ
ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น บริการ สิทธิประโยชน์ โปรโมชั่น ข่าวสาร หรือกิจกรรมพิเศษของบริษัท เองหรือของพันธมิตรทางธุรกิจ หรือของบุคคลภายนอกที่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท ตามแต่กรณีที่ท่านให้ความยินยอมไว้
4.บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้ใครบ้าง
บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้แก่ผู้อื่นภายใต้ความยินยอมของท่านหรือภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาตให้เปิดเผยได้ โดยบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นผู้รับข้อมูลดังกล่าวจะเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามขอบเขตที่ท่านได้ให้ความยินยอม หรือขอบเขตที่เกี่ยวข้องในนโยบายฉบับนี้
บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้แก่ผู้อื่นภายใต้ความยินยอมของท่าน หรือ ฐานทางกฎหมายอื่นตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้ เช่น ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ให้บริการภายนอก ตัวแทนของบริษัทผู้รับจ้างช่วงงานต่อ สถาบันการเงิน ผู้สอบบัญชี ผู้ตรวจสอบภายนอก ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ผู้สนใจจะเข้ารับโอนสิทธิ และ/หรือ ผู้รับโอนสิทธิในธุรกรรม หรือ การควบรวมกิจการต่าง ๆ ของ บริษัทนิติบุคคลหรือบุคคลใดๆ ที่มีความสัมพันธ์หรือมีสัญญาอยู่กับบริษัทซึ่งรวมตลอดถึง ผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง ตัวแทน ที่ปรึกษาของบริษัทและของบุคคล หรือ หน่วยงานที่เป็นผู้รับข้อมูลดังกล่าว
5.บริษัท ส่ง หรือ โอน ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังต่างประเทศหรือไม่
บริษัทอาจมีความจำเป็นต้อง ส่ง หรือ โอน ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังบริษัท ในเครือกิจการ/ธุรกิจเดียวกันที่อยู่ต่างประเทศ หรือไปยังผู้รับข้อมูลอื่นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจตามปกติของบริษัท เช่น การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปเก็บไว้บน Server/Cloud ในประเทศต่างๆ
กรณีที่ประเทศปลายทางมีมาตรฐานไม่เพียงพอ บริษัทจะดูแลการ ส่ง หรือ โอน ข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และจะดำเนินการให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เห็นว่าจำเป็นและเหมาะสมสอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความลับ เช่น มีข้อตกลงรักษาความลับกับผู้รับข้อมูลในประเทศดังกล่าว หรือในกรณีที่ผู้รับข้อมูลเป็นบริษัทในเครือกิจการ/ธุรกิจเดียวกัน บริษัทอาจเลือกใช้วิธีการดำเนินการให้มีนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจากผู้มีอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและจะดำเนินการให้การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบริษัทฯ ในเครือกิจการ/ธุรกิจเดียวกันที่อยู่ต่างประเทศเป็นไปตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแทนการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ได้
6.บริษัทจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้นานเท่าใด
บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ตามระยะเวลาที่จำเป็นในระหว่างที่ท่านเป็นลูกค้าหรือมีความสัมพันธ์อยู่กับบริษัทหรือตลอดระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องในนโยบายฉบับนี้ ซึ่งอาจจำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ต่อไปภายหลังจากนั้นหากมีกฎหมายกำหนดหรืออนุญาตไว้ เช่น จัดเก็บไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จัดเก็บไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการพิสูจน์ตรวจสอบกรณีอาจเกิดข้อพิพาทภายในอายุความตามที่กฎหมายกำหนดเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี
ทั้งนี้ บริษัทจะลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล หรือ ทำให้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุถึงตัวตนของท่านได้เมื่อหมดความจำเป็นหรือสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว
7.บริษัทคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอย่างไร
บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้เป็นอย่างดีตามมาตรการเชิงเทคนิค (Technical Measure) และมาตรการเชิงบริหารจัดการ (Organizational Measure) เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสม และเพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยบริษัทได้กำหนด นโยบาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น มาตรฐานความปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้รับข้อมูลไปจากบริษัทใช้หรือเปิดเผยข้อมูลนอกวัตถุประสงค์ หรือ โดยไม่มีอำนาจหรือโดยไม่ชอบ และบริษัทได้มีการปรับปรุงนโยบาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นระยะๆ ตามความจำเป็นและเหมาะสม
นอกจากนี้ผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง ตัวแทน ที่ปรึกษา และผู้รับข้อมูลจากบริษัทมีหน้าที่ต้องรักษาความลับข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรการรักษาความลับที่บริษัทกำหนดขึ้น
8.สิทธิของท่านเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลมีอะไรบ้าง
สิทธิของท่านในข้อนี้เป็นสิทธิตามกฎหมายที่ท่านควรทราบ โดยท่านสามารถขอใช้สิทธิต่างๆ ได้ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย และนโยบายที่กำหนดไว้ในขณะนี้ หรือ ที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต ตลอดจนหลักเกณฑ์ตามที่บริษัท กำหนดขึ้นและในกรณีท่านมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือ ถูกจำกัดความสามารถในการทำนิติกรรมตามกฎหมาย ท่านสามารถขอใช้สิทธิโดยให้บิดาและมารดาผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือมีผู้อำนาจกระทำการแทนเป็นผู้แจ้งความประสงค์
- สิทธิขอถอนความยินยอม : หากท่านได้ให้ความยินยอมให้บริษัท เก็บรวบรวมใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน (ไม่ว่าจะเป็นความยินยอมที่ท่านให้ไว้ก่อนวันที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใช้บังคับหรือหลังจากนั้น) ท่านมีสิทธิที่จะถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ตลอดระยะเวลาที่ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอยู่กับบริษัท เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธินั้นโดยกฎหมายหรือมีสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่ท่านอยู่ ทั้งนี้ การถอนความยินยอมของท่านอาจส่งผลกระทบต่อท่านจากการใช้บริการต่างๆ เช่น ท่านจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่นหรือข้อเสนอใหม่ๆ หรือไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์แก่ท่าน เป็นต้น เพื่อประโยชน์ของท่านจึงควรศึกษาและสอบถามถึงผลกระทบก่อนเพิกถอนความยินยอม
- สิทธิขอเข้าถึงข้อมูล : ท่านมีสิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท และขอให้บริษัททำสำเนาข้อมูลดังกล่าวให้แก่ท่าน รวมถึงขอให้บริษัทเปิดเผยว่าบริษัทได้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านมาได้อย่างไร
- สิทธิขอถ่ายโอนข้อมูล : ท่านมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในกรณีที่บริษัทได้จัดทำข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในรูปแบบให้สามารถอ่านหรือใช้งานได้ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ และสามารถใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ รวมทั้งมีสิทธิขอให้บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นเมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ และมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นโดยตรง เว้นแต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะเหตุทางเทคนิคทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านข้างต้นต้องเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านได้ให้ความยินยอมแก่บริษัทในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผย หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัท จำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยเพื่อให้ท่านสามารถใช้บริการของบริษัทได้ตามความประสงค์ซึ่งท่านเป็นคู่สัญญาอยู่กับบริษัทหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของท่านก่อนใช้บริการของบริษัท หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอื่นตามที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายกำหนด
- สิทธิขอคัดค้าน : ท่านมีสิทธิขอคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในเวลาใดก็ได้ หากการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ทำขึ้นเพื่อการดำเนินงานที่จำเป็นภายใต้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น โดยไม่เกินขอบเขตที่ท่านสามารถคาดหมายได้อย่างสมเหตุสมผล หรือเพื่อดำเนินการตามภารกิจเพื่อสาธารณประโยชน์ หากท่านยื่นคัดค้าน บริษัทจะยังคงดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปเฉพาะที่บริษัทสามารถแสดงเหตุผลตามกฎหมายได้ว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของท่าน หรือเป็นไปเพื่อการยืนยันสิทธิตามกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมาย หรือการต่อสู้ในการฟ้องร้องตามกฎหมาย ตามแต่ละกรณีนอกจากนี้ ท่านยังมีสิทธิขอคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการตลาด หรือ เพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติได้อีกด้วย
- สิทธิขอให้ลบหรือทำลายข้อมูล : ท่านมีสิทธิขอลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวท่านได้ หากท่านเชื่อว่าข้อมูลส่วนบุคคลของท่านถูกเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือเห็นว่าบริษัทหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องในนโยบายฉบับนี้ หรือเมื่อท่านได้ใช้สิทธิขอถอนความยินยอมหรือใช้สิทธิขอคัดค้านตามที่แจ้งไว้ข้างต้นแล้ว
- สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล : ท่านมีสิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลชั่วคราวในกรณีที่บริษัทอยู่ระหว่างตรวจสอบตามคำร้องขอใช้สิทธิขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลหรือขอคัดค้านของท่าน หรือกรณีอื่นใดที่บริษัทหมดความจำเป็นและต้องลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแต่ท่านขอให้บริษัทระงับการใช้แทน
- สิทธิขอให้แก้ไขข้อมูล : ท่านมีสิทธิขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
- สิทธิร้องเรียน : ท่านมีสิทธิร้องเรียนต่อผู้มีอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากท่านเชื่อว่าการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นการกระทำในลักษณะที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- การใช้สิทธิของท่านดังกล่าวข้างต้น : อาจถูกจำกัดภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมีบางกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่บริษัทอาจปฏิเสธหรือไม่สามารถดำเนินการตามคำขอใช้สิทธิข้างต้นของท่านได้ เช่น ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล เพื่อประโยชน์สาธารณะ การใช้สิทธิอาจละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เป็นต้น หากบริษัทปฏิเสธคำขอข้างต้น บริษัท จะแจ้งเหตุผลของการปฏิเสธให้ท่านทราบด้วย
ช่องทางการขอใช้สิทธิ ดังนี้

*นับแต่วันที่บริษัทได้ตรวจสอบและยืนยันตัวตนกับท่านเรียบร้อยแล้ว อนึ่งในกรณีที่จะต้องมีการยื่น และ/หรือ นำส่งเอกสารหลักฐานสำหรับการตรวจสอบและยืนยันตัวตนระยะเวลาดำเนินการจะเริ่มนับในวันที่บริษัทได้รับเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว
หมายเหตุ : หากท่านต้องการร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และ/หรือการละเมิดความเป็นส่วนตัว ท่านสามารถติดต่อได้ด้วยตนเองที่สำนักงานใหญ่และทุกสาขา (ในเวลาทำการ)
ประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวในการใช้กล้องวงจรปิด
(CCTV Privacy Notice)
บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งต่อไปในประกาศนี้ เรียกว่า บริษัทฯ กำลังดำเนินการใช้กล้องวงจรปิด (CCTV) สำหรับการเฝ้าระวังสังเกตการณ์ในพื้นที่ภายในและรอบบริเวณสาขา ของบริษัทฯ เพื่อการปกป้องชีวิต สุขภาพ และทรัพย์สิน ทั้งนี้ บริษัทฯ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน ลูกค้า ลูกจ้าง ผู้รับเหมา ผู้มาติดต่อ หรือ บุคคลใดๆ (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกรวมกันว่า “ท่าน”) ที่เข้ามายังพื้นที่ โดยผ่านการใช้งานอุปกรณ์กล้องวงจรปิดดังกล่าว
ประกาศความเป็นส่วนตัวในการใช้กล้องวงจรปิดฉบับนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผย ซึ่งข้อมูลที่สามารถทำให้สามารถระบุตัวท่านได้ (“ข้อมูลส่วนบุคคล”) รวมทั้งสิทธิต่างๆ ของท่าน ดังนี้
1.ฐานกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทฯ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านภายใต้ฐานกฎหมายดังต่อไปนี้
- ความจำเป็นในการป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของท่านหรือบุคคลอื่น
- ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทฯ หรือบุคคลอื่น โดยประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน
- ความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งควบคุมดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยและ สภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานและทรัพย์สินของบริษัทฯ
2.วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน
บริษัทฯ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้
- เพื่อการปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยส่วนตัวของท่าน ซึ่งรวมไปถึงทรัพย์สินของท่าน
- เพื่อการปกป้องอาคาร สิ่งอำนวยความสะดวกและทรัพย์สินของบริษัทฯ จากความเสียหาย การขัดขวาง การทำลายซึ่งทรัพย์สินหรืออาชญากรรมอื่น
- เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการยับยั้ง ป้องกัน สืบค้น และ ดำเนินคดีทางกฎหมาย
- เพื่อการให้ความช่วยเหลือในกระบวนการระงับข้อพิพาทซึ่งเกิดขึ้นในการให้บริการ หรือกระบวนการทางวินัยหรือกระบวนการร้องทุกข์
- เพื่อการให้ความช่วยเหลือในกระบวนการสอบสวน หรือ กระบวนการเกี่ยวกับการส่งเรื่องร้องเรียน
- เพื่อการให้ความช่วยเหลือในกระบวนการริเริ่มหรือป้องกันการฟ้องร้องทางแพ่ง ซึ่งรวมไปถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการดำเนินการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน
3.ข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมและใช้
ตามวัตถุประสงค์ตามที่ได้แจ้งในข้อ 2. บริษัทฯ ทำการติดตั้งกล้องวงจรปิดในตำแหน่งที่มองเห็นได้ โดยจะจัดวางป้ายเตือนว่ามีการใช้งานกล้องวงจรปิด ณ ทางเข้าและทางออก รวมถึงพื้นที่ที่บริษัทฯ เห็นสมควรว่าเป็นจุดที่ต้องมีการเฝ้าระวัง เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเมื่อท่านเข้ามายังพื้นที่ ดังต่อไปนี้
- ภาพนิ่ง
- ภาพเคลื่อนไหว
- เสียง
- ภาพทรัพย์สินของท่าน เช่น พาหนะ กระเป๋า หมวก เครื่องแต่งกาย เป็นต้น
ทั้งนี้บริษัทฯ จะไม่ทำการติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่ที่อาจล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของท่านจนเกินสมควร
2.การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน
บริษัทฯ จะเก็บรักษาข้อมูลในกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวกับท่านไว้เป็นความลับ และจะไม่ทำการเปิดเผย เว้นแต่ กรณีที่บริษัทฯ มีความจำเป็นเพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการเฝ้าระวังสังเกตการณ์ตามที่ได้ระบุในประกาศฉบับนี้ บริษัทฯ อาจเปิดเผยข้อมูลในกล้องวงจรปิดแก่ประเภทของบุคคลหรือนิติบุคคล ดังต่อไปนี้
- หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนในการบังคับใช้กฎหมาย หรือเพื่อการดำเนินการสืบสวน สอบสวน หรือการดำเนินคดีความต่างๆ
- ผู้ให้บริการซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเพื่อความจำเป็นในการสร้างความมั่นใจในเรื่องการ ป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ รวมทั้งทรัพย์สินของท่านหรือบุคคลอื่น
2.สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ของท่าน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอยู่ในความควบคุมของท่านได้มากขึ้น โดยท่านสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เมื่อบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีผลใช้บังคับ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
- สิทธิในการเข้าถึง รับสำเนา และขอให้เปิดเผยที่มาของข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทฯ เก็บรวบรวมอยู่ เว้นแต่กรณีที่บริษัทฯ มีสิทธิปฏิเสธคำขอของท่านตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล หรือกรณีที่คำขอของท่านจะมีผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
- สิทธิในการขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน เพื่อให้มีความถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
- สิทธิในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
- เมื่ออยู่ในช่วงเวลาที่บริษัทฯ ทำการตรวจสอบตามคำร้องขอของท่านให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้ถูกต้องสมบูรณ์และเป็นปัจจุบัน
- ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านถูกเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
- เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลของท่านหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์บริษัทฯ ได้แจ้งไว้ในการเก็บรวบรวม แต่ท่านประสงค์ให้บริษัทฯ เก็บรักษาข้อมูลนั้นต่อไปเพื่อ ประกอบการใช้สิทธิตามกฎหมายของท่าน
- เมื่ออยู่ในช่วงเวลาที่บริษัทฯกำลังพิสูจน์ให้ท่านเห็นถึงเหตุอันชอบด้วยกฎหมายในการเก็บ รวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หรือตรวจสอบความจำเป็นในการเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อประโยชน์สาธารณะ อัน เนื่องมาจากการที่ท่านได้ใช้สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ของท่าน
- สิทธิในการคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เว้นแต่กรณีที่บริษัทฯมีเหตุในการปฏิเสธคำขอของท่านโดยชอบด้วยกฎหมาย (เช่น บริษัทฯ สามารถแสดงให้เห็นว่าการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายยิ่งกว่า หรือเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องทางกฎหมาย หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะตามภารกิจของบริษัทฯ)
3.ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล
เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการเฝ้าระวังสังเกตโดยการใช้อุปกรณ์กล้องวงจรปิดตามที่ประกาศนี้กำหนด บริษัทฯ จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลในกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้องกับท่าน เป็นระยะเวลา 90 วัน นับจากวันที่ท่านเข้ารับบริการ หรือมีเหตุอันเกิดขึ้นจากข้อพิพาทซึ่งเป็นไปตามกฎหมายจนคดีถึงที่สิ้นสุด หรืออาจจัดเก็บระยะเวลาดังกล่าวเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ เมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าวบริษัทฯ จะทำการลบ ทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไป
4.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทฯ มีมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอย่างเหมาะสม ทั้งในเชิงเทคนิคและการบริหารจัดการ เพื่อป้องกันมิให้ข้อมูลสูญหาย หรือมีการเข้าถึง ลบ ทำลาย ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดให้มีนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นโดยประกาศให้ทราบกันโดยทั่วทั้งองค์กร พร้อมแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยธำรงไว้ซึ่งความเป็นความลับ (Confidentiality) ความถูกต้องครบถ้วน (Integrity) และสภาพพร้อมใช้งาน (Availability) ของข้อมูลส่วนบุคคล โดยบริษัทฯ ได้จัดให้มีการทบทวนนโยบายดังกล่าวรวมถึงประกาศนี้ในระยะเวลาตามที่เหมาะสม
5.ความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทฯ ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่เฉพาะผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของกิจกรรมการประมวลผลนี้เท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้ โดยบริษัทฯ จะดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามประกาศนี้อย่างเคร่งครัด
6.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว
ในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงประกาศนี้ บริษัทฯ อาจพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงตามที่เห็นสมควร และจะทำการแจ้งให้ท่านทราบผ่านช่องทาง QR Code ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ อย่างไรก็ดีบริษัทฯ ขอแนะนำให้ท่านโปรดตรวจสอบเพื่อรับทราบประกาศฉบับใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนที่ท่านจะเข้ามาในพื้นที่ของบริษัทฯ
การเข้ามาในพื้นที่ ถือเป็นการรับทราบตามข้อตกลงในประกาศนี้ ทั้งนี้ โปรดระงับการเข้าพื้นที่ หากท่านไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงในประกาศฉบับนี้ หากท่านยังคงเข้ามาในพื้นที่ต่อไปภายหลังจากที่ประกาศนี้มีการแก้ไขและนำขึ้นประกาศในช่องทางข้างต้น จะถือว่าท่านได้รับทราบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว
7.การติดต่อสอบถาม
ท่านสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับประกาศฉบับนี้ได้ที่
เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer : DPO)
ชื่อ : นายสักสม สิงหกุล
สถานที่ติดต่อ : เลขที่ 45-45/1-2 ซอย ราชดำริ 1 ถนน ราชดำริ แขวง ลุมพินี เขต ปทุมวัน จังหวัด กทม. 10330 โทร. 02-254-4444 ต่อ 4713
ช่องทางการติดต่อ : E-mail: Saksom.S@superrichth.com
ประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ของ บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีนกรุ๊ป จำกัด
1.ขอบเขตและวัตถุประสงค์
บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีนกรุ๊ป จำกัด ต่อไปนี้เรียกว่า “บริษัท” ตระหนักถึงความสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลธรรมดาที่ใช้บริการกับบริษัท ต่อไปนี้เรียกว่า “ลูกค้า” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 คณะกรรมการบริษัทจึงได้พิจารณาอนุมัตินโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท ดังนั้น บริษัทจึงได้จัดทำประกาศฉบับนี้ขึ้นซึ่งคลอบคลุมถึงลูกค้าทุกคน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายวิธีการเก็บรวบรวมใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าในส่วนที่เกี่ยวกับการให้บริการใดๆ ของบริษัท
“ข้อมูลส่วนบุคคล”หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าซึ่งทำให้สามารถระบุตัวลูกค้าได้ไม่ว่าทางตรง หรือ ทางอ้อมโดยไม่รวมถึง ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม ข้อมูลนิติบุคคล หรือ ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการทำให้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวลูกค้าที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้
“ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data)” หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนา หรือ ปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ซึ่งกระทบ ต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกัน ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดซึ่งบริษัทจะเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวต่อเมื่อบริษัทได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง จากท่าน หรือ ในกรณีที่บริษัทมีความจำเป็นตามกรณีที่กฎหมายอนุญาต ทั้งนี้ บริษัทอาจต้องเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลข้อมูลชีวภาพ (Biometric) เช่น ข้อมูลภาพจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ ข้อมูลจำลองม่านตา ข้อมูลอัตลักษณ์เสียง เพื่อวัตถุประสงค์ในการพิสูจน์และยืนยันตัวตนของผู้ใช้ บริการที่ขอสมัคร และ/หรือทำธุรกรรมผ่านช่องทางต่างๆ
“การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง การดำเนินการใดๆ ของบริษัทต่อข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ารวมถึง การเก็บรวบรวมใช้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และ การลบข้อมูลส่วนบุคคล
“บริการของบริษัท” หมายความว่า บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการขายของที่ระลึก
2.ผู้ที่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
บริษัท เป็น “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ของลูกค้าทุกคน จึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการประมวลผลและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำเท่าที่จำเป็นแก่การให้บริการ หรือ เพื่อดำเนินการตามคำขอซึ่งอาจรวมถึง การส่งเสริมการขาย การทำการตลาด แล้วแต่กรณี โดยมีวัตถุประสงค์ ขอบเขต และวิธีการใช้ตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ บริษัทอาจส่งข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้หน่วยงาน หรือ บุคคลภายนอกดำเนินการในฐาน “ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” โดยดำเนินการในนามของบริษัท
3.ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่บริษัทอาจเก็บรวบรวม
ในการเข้าถึงและใช้บริการทางการเงินของบริษัท จำเป็นที่ลูกค้าต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวตนของลูกค้าเพื่อให้สามารถใช้บริการ และ/หรือ การทำธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ โดยข้อมูลดังกล่าว รวมถึง
- ข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุในการใช้บริการ
- เอกสารแสดงตัวตนอันเป็นเอกสารประกอบการใช้บริการ
- ข้อมูลบัตรเครดิต/บัตรเดบิต
- ข้อมูลการทำธุรกรรม/ข้อมูลการใช้บริการ
นอกจากนั้น บริษัทยังประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการใช้งานผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัท รวมถึง กล้องวงจรปิด ระบบการเข้าออกอาคาร และข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์
โดยทั่วไปแล้วบริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกือบทั้งหมดจากลูกค้าโดยตรง ผ่านกระบวนการสมัครเป็นสมาชิก/การใช้บริการ อย่างไรก็ดี บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น เช่น ผู้ให้บริการภายนอก ข้อมูลจากหน่วยงานราชการ เป็นต้น ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับมาจากแหล่งอื่นจะได้รับการตรวจสอบ หรือรับรองแล้วว่าสามารถนำมาใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ของประกาศนี้
บริษัท อาจประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวตนของลูกค้าได้ในรูปแบบที่เป็นเอกสาร และ/หรือ รูปภาพ และ/หรือ รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
4.เหตุใดบริษัทต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
บริษัท ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อการดำเนินการทั้งหลายตามวัตถุประสงค์ของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางการเงิน โดยบริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าด้วยเหตุผล(ฐานในการประมวลผลข้อมูล) ซึ่งอาจจะอาศัยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง หรือ หลายเหตุผล ประกอบกันก็ได้ดังนี้
1.เพราะบริษัทมีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญา : ประมวลผลตามฐานสัญญา (Contract) เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการของบริษัทได้ตามที่ ลูกค้า/สมาชิก มีอยู่กับบริษัท หรือ ตามคำขอของลูกค้าทั้งก่อน หรือ ขณะเป็นสมาชิก/ใช้บริการของบริษัท เช่น
(1) การสมัครสมาชิกกับบริษัท ให้บริการข้อมูล/ปรับปรุงข้อมูลส่วนบุคคล/ข้อมูลบริการที่เกี่ยวกับลูกค้าสัมพันธ์ ประมวลผลเพื่อพัฒนาบริการ/บริการมอบสิทธิประโยชน์ ส่งมอบ/ออกใบเสร็จรับเงิน
(2) ดำเนินการอื่นใดเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้บริการ/สมาชิก เช่น รับเรื่องร้องเรียน สำรวจความพึงพอใจในการให้บริการ บริหารความเสี่ยงของการบริการ
(3) บริษัทจะนำข้อมูลดังกล่าวไปประมวลผลโดยบริษัท และ/หรือ ประมวลผลด้วยการทำงานร่วมกันกับบุคคลภายนอก เช่น การจัดรายการส่งเสริมการขาย เป็นต้น
2.เพราะบริษัทมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท : ประมวลผลตามฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interests)
บริษัท อาจนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปใช้ในการประมวลผลเพื่อการจัดการ การตรวจสอบและการจัดทำรายงานภายในของบริษัท การดูแลรักษาระบบเพื่อการรักษามาตรฐานการให้บริการ รวมไปถึงการจัดการความเสี่ยงของบริษัท และการดำเนินการตามปกติภายในของบริษัท อันเป็นประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น
(1) การบันทึกเสียงผ่านช่องทางศูนย์บริการสมาชิก หรือ การบันทึกภาพกล้องวงจรปิด (CCTV)
(2) การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น การจัดการข้อร้องเรียน การประเมินความพึงพอใจจากการใช้บริการ การนำเสนอบริการประเภทเดียวกันกับที่ลูกค้ามีอยู่กับบริษัทซึ่งเป็นประโยชน์กับลูกค้า
(3) การบริหารความเสี่ยงองค์กร การตรวจสอบ การบริหารจัดการภายในองค์กร รวมถึง การส่งต่อไปยังบริษัทในเครือกิจการเดียวกันเพื่อการดำเนินการดังกล่าว
(4) การควบคุม ป้องกัน บรรเทา หรือ โอน ถ่ายความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการกระทำทุจริต ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การผิดนัดชำระหนี้ หรือ ผิดสัญญา การทำผิดกฎหมายต่างๆ (เช่น การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือชื่อเสียง เป็นต้น) ซึ่งรวมถึง การแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินในการควบคุม ป้องกัน บรรเทา หรือ โอน ถ่ายความเสี่ยงข้างต้น
(5) การเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของกรรมการ ผู้มีอำนาจกระทำการแทน ตัวแทนของลูกค้านิติบุคคล
(6) การติดต่อ การบันทึกภาพ การบันทึกเสียงอันเกิดจากการจัดประชุม อบรม สันทนาการ หรือ การออกบูธ
(7) การเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
2.เพราะบริษัทมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย : ประมวลผลตามฐานการปฏิบัติตามกฎหมาย (Legal Obligation)
บริษัท อาจนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปประมวลผลเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายของหน่วยงาน ที่กำกับดูแลการประกอบธุรกิจของบริษัท เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น รวมทั้ง กฎหมายที่ควบคุมการทำธุรกรรมในตลาดทุน เช่น พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 กฎหมายอื่นที่บริษัทต้องอยู่ภายใต้บังคับกำหนดให้ส่งข้อมูลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงประกาศและระเบียบที่ออกตามกฎหมายดังกล่าว เช่น ประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ให้อำนาจศาลสั่งให้คู่ความส่งเอกสารหรือข้อมูลในการพิจารณาคดี เป็นต้น
3.เพราะบริษัทได้รับความยินยอมจากลูกค้า : ประมวลผลตามความยินยอม (Consent)
บริษัท จะขอความยินยอมจากลูกค้าในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคคลของลูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด การส่งเสริมการขาย หรือ การเสนอสิทธิประโยชน์ การเสนอขายสินค้าหรือบริการใดๆ หรือเพื่อการสถิติ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ประเมินผลข้อมูล หรือ เพื่อวัตถุประสงค์ใดๆ ที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย
การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้เท่านั้น ในบางกรณีบริษัทอาจพิจารณาว่าสามารถประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามวัตถุประสงค์อื่นที่เกี่ยวข้องและไม่ขัด หรือ นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์เดิม แต่ในกรณีที่บริษัทจำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์เดิม บริษัทจะขอความยินยอมใหม่เพื่อการใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ใหม่นั้น
หากลูกค้าประสงค์จะถอนความยินยอมในการประมวลผลดังกล่าว สามารถติดต่อบริษัทและแจ้งความประสงค์ได้ ทั้งนี้ การถอนความยินยอมอาจส่งผลกระทบต่อลูกค้าในการใช้บริการสมาชิก และ/หรือ การใช้บริการอื่นๆ เช่น ไม่ได้รับการแจ้งสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่นหรือข้อเสนอใหม่ๆ ไม่ได้รับบริการที่ดียิ่งขึ้นและสอดคล้องกับความต้องการของท่าน หรือ ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์แก่ท่าน เป็นต้น ดังนั้น เพื่อประโยชน์ของลูกค้าจึงควรศึกษา หรือ สอบถามถึงผลกระทบก่อนเพิกถอนความยินยอม
2.การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บุคคลภายนอก
บริษัท อาจทำการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้แก่บุคคลภายนอกเท่าที่จำเป็นเพื่อการประมวลผลข้อมูลตามหน้าที่ความรับผิดชอบตามสัญญา หรือ ตามกฎหมาย หรือตามที่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า โดยบริษัทอาจส่งข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปยังบุคคลภายนอก ดังต่อไปนี้
- ตัวแทน และผู้รับจ้าง หรือผู้ให้บริการซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทั้งนี้ เพื่อให้บุคคล และ/หรือ นิติบุคคลเหล่านี้ให้บริการแก่บริษัทและลูกค้า เช่น กลุ่มธุรกิจ สถาบันการเงิน คู่ค้า พันธมิตรธุรกิจที่ให้บริการร่วมกัน ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญและผู้ให้บริการด้านต่างๆ เช่น ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บริษัทผู้ทำหน้าที่ประสานงานในการเดินทางเพื่อการสัมมนา ผู้ทำหน้าที่จัดประชุม การติดตั้งร้านค้ารับบัตร การจัดรายการส่งเสริมการขาย ธนาคารของร้านค้าผู้รับบัตร และบุคคลภายนอกอื่นๆ ที่บริษัทร่วมงานด้วยในการให้บริการอันเกี่ยวข้องกับการให้บริการของบริษัท เป็นต้น
- หน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานของรัฐบาล หรือ หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานเศรษฐกิจระทรวงการคลัง กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บุคคลใดๆก็ตามที่บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลเท่าที่กฎหมาย หรือ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนด หรือ ในกรณีเฉพาะอื่นๆ เช่น เป็นไปตามคำสั่งศาล
- เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามสัญญาหรือตามกฎหมายของบริษัท หรือ การยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
- บริษัทอาจส่งหรือโอนข้อมูลของลูกค้าไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาระหว่างบริษัทกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ของลูกค้า หรือ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย โดยประเทศปลายทางที่รับข้อมูลต้องได้รับการวินิจฉัยจากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่ามีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ หรือ หน่วยงานหรือองค์กรที่รับข้อมูลต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองจากสำนักคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่ามีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสม
3.กระบวนการประมวลผลโดยระบบอัตโนมัติ
ภายใต้การได้รับความยินยอมจากลูกค้าโดยชัดแจ้ง บริษัทอาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าในการประมวลผลโดยระบบอัตโนมัติ ซึ่งจะมีผลต่อโปรไฟล์ของลูกค้า หรือ เพื่อการรวบรวมข้อมูลอื่นๆ เช่น รวบรวมข้อมูลเพื่อการตลาด เป็นต้น หากลูกค้าประสงค์จะเพิกถอนความยินยอมท่านสามารถติดต่อบริษัทเพื่อขอเพิกถอนการให้ความยินยอมของท่านได้
4.สิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
ลูกค้ามีสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าโดยลูกค้าสามารถขอใช้สิทธิต่างๆ ได้ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย และประกาศที่กำหนดไว้ในขณะนี้หรือที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต ดังต่อไปนี้
- สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ (Right to be informed) โดยได้รับการแจ้งเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล วิธีการเก็บรวบรวม บุคคลที่จะได้รับข้อมูล เหตุผลและระยะเวลาที่จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล
- สิทธิในการเข้าถึง (Right of Access) โดยสามารถขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท และตรวจสอบว่าบริษัทได้ประมวลผลข้อมูลตามกฎหมายหรือไม่
- สิทธิขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล (Right to data portability) บริษัทได้จัดทำข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบที่สามารถอ่านหรือใช้งานโดยทั่วไปได้ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ และประมวลผลด้วยวิธีการอัตโนมัติ ลูกค้าสามารถขอให้บริษัท ส่ง หรือโอน ข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบุคลอื่นได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ หรือ ขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัท ส่ง หรือ โอน ไปยังบุคคลอื่นโดยตรง เว้นแต่โดยสภาพทางเทคนิคไม่สามารถทำได้
- สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Right to object) ลูกค้าสามารถคัดค้านในกรณีที่บริษัทประมวลผลข้อมูลของลูกค้า
- สิทธิขอให้ลบหรือทำลาย หรือ ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ (Right to erasure Right to be forgotten) ลูกค้าสามารถขอให้ลบข้อมูล หรือ ทำลาย หรือ ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนลูกค้า
- สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล (Right to restrict processing) ลูกค้าสามารถขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้ เมื่อบริษัทอยู่ในระหว่างการตรวจสอบตามที่ลูกค้าขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล หรือ เมื่อบริษัทอยู่ในระหว่างการพิสูจน์ หรือ ตรวจสอบ ตามคำขอใช้สิทธิในการคัดค้านของลูกค้า
- สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล (Right of rectification) ลูกค้าสามารถขอแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันได้ หากลูกค้าพบว่าข้อมูลของลูกค้าไม่ถูกต้อง สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน
ทั้งนี้ ลูกค้ามีสิทธิที่จะยื่นคำขอใช้สิทธิต่อบริษัท บางกรณีบริษัทอาจปฏิเสธการใช้สิทธิของลูกค้าตามเหตุผลที่จะได้แจ้งให้ทราบต่อไป โดยลูกค้าสามารถร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหากลูกค้าไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่บริษัทชี้แจง
การร้องขอใดๆ เพื่อการใช้สิทธิของลูกค้าตามที่กล่าวข้างต้น จะต้องกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร และบริษัทจะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดที่จะดำเนินการหรือชี้แจงภายใน 30 วัน หรือ ไม่เกินตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยบริษัทจะปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของลูกค้าในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่ลูกค้าขอให้บริษัท ลบ ทำลาย กำจัดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ระงับการใช้ชั่วคราว แปลงข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ หรือ ถอนความยินยอม อาจทำให้เกิดข้อจำกัดกับบริษัทในการทำธุรกรรม หรือ ให้บริการแก่ลูกค้าได้ ทั้งนี้ การใช้สิทธิดังกล่าวข้างต้น บริษัทขอสงวนสิทธิในการคิดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการเข้าดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ลูกค้าร้องขอ
5.ระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล
ตามหลักการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็น บริษัทจะจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็น ระยะเวลาเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์การเก็บรวบรวมข้อมูลตามกฎหมาย ดังต่อไปนี้
- ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า จะถูกเก็บรวบรวมไว้ตลอดระยะเวลาที่ลูกค้าเป็นสมาชิกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และอีกไม่เกิน 10 ปีนับจากวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการเป็นสมาชิกของลูกค้า
กรณีไม่ได้รับการอนุมัติเป็นสมาชิก บริษัทจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลใดๆ ของลูกค้าที่ไม่ได้รับการอนุมัติดังกล่าวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีนับจากวันที่ไม่ได้รับอนุมัติ
ในกรณีที่พ้นระยะเวลาจัดเก็บทางบริษัทจะทำการลบหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้
6.วิธีการที่บริษัทใช้ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
บริษัท มีการจัดการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม “มาตรฐานระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสําหรับระบบสารสนเทศ
7.การแก้ไขเปลี่ยนแปลงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัท อาจมีการพิจารณาทบทวนประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าได้ โดยหากมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทจะแจ้งให้ทราบบนเว็บไซต์ของบริษัทฯ และตามช่องทางที่จะได้แจ้งให้ทราบตามความเหมาะสมต่อไป
8.วิธีการติดต่อบริษัท
ในกรณีที่ลูกค้าประสงค์จะใช้สิทธิ หรือถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า หรือ มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท สามารถติดต่อได้ที่ :
- บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีนกรุ๊ป จำกัด : เลขที่ 45 ถนนราชดำริห์ ซอย 1 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 ในวันและเวลาทำการของบริษัท (วันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 9.00 น. ถึง 17.00 น.)
- Supper rich Call Center : โทร 02 2544444
- หากลูกค้าเห็นว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ลูกค้ามีสิทธิที่จะร้องเรียนไปยัง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
2.ประกาศฉบับนี้เป็นการแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป
3.ทั้งนี้ หากการมีผลใช้บังคับในส่วนของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 เลื่อนการมีผลใช้บังคับออกไป ประกาศฉบับนี้จะเลื่อนการ มีผลใช้บังคับเป็นวันเดียวกับวันที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้เฉพาะในส่วนที่มีการเลื่อนการใช้บังคับด้วย
ประกาศ บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด
ฉบับที่ 1/2564
เรื่อง นโยบายการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
วัตถุประสงค์
เพื่อให้การดำเนินงานของ บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด เป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า พ.ศ.2555 และเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ เพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า จึงกำหนดนโยบายการรับลูกค้าและนโยบายการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงินของลูกค้าเป็นลายลักษณ์อักษรให้เป็นไปตามแนวทางที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
คำนิยาม
- บริษัทฯ หมายความถึง บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด
- สำนักงาน หมายความถึง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
- คณะกรรมการ หมายความถึง คณะกรรมการบริหาร บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด
- ลูกค้า หมายความถึง ผู้มาใช้บริการกับบริษัทฯ
- ธุรกรรม หมายความถึง การให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ/บริการขายของที่ระลึก
- นโยบายการรับลูกค้า หมายความถึง หลักการในการกำหนดขั้นตอนของบริษัทฯ ในการปฏิบัติเมื่อแรกสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับลูกค้า หรือเมื่อแรกรับทำธุรกรรมให้กับลูกค้าที่ใช้บริการเป็นครั้งคราว
- นโยบายการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงินของลูกค้า หมายความถึง การประเมินความเสี่ยงของลูกค้าด้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย โดยการนำความเสี่ยงในการใช้ผลิตภัณฑ์/บริการ และช่องทางการใช้บริการ/ทำธุรกรรมแต่ละประเภท มาพิจารณาร่วมกับข้อมูลและปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ ของลูกค้าเพื่อพิจารณาประกอบความเสี่ยงสำหรับลูกค้าแต่ละราย
นโยบาย
บริษัทฯ มีหน้าที่และจรรยาบรรณในการกำหนดนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติเพื่อรับรองนโยบายในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และมีความมุ่งมั่นในการป้องกันมิให้บริษัทฯ เป็นแหล่งฟอกเงินและสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย โดยการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปรามปรามการฟอกเงิน รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและแนวทางการปฏิบัติที่สำนักงานกำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด
บริษัทฯ ต้องกำหนดนโยบายลำดับรองและมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับนโยบายข้างต้น อันได้แก่ นโยบายการรับลูกค้ามาตรการในการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงิน แนวปฏิบัติในการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าและบริษัทฯ ต้องกำกับดูแลให้บุคลากรภายในองค์กรปฏิบัติตามนโยบายมาตรการและแนวทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
บทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบ
- คณะกรรมการต้องให้ความสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายโดยกำหนดและอนุมัตินโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย นโยบายการรับลูกค้าและนโยบายการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงินของลูกค้าเป็นลายลักษณ์อักษรตามแนวทางที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
- กรรมการผู้จัดการ ต้องให้ความสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายโดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตามนโยบายและระเบียบวิธีปฏิบัติด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายโดยเคร่งครัด
- บริษัทฯ ต้องกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจทำหน้าที่กำกับและดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับสำนักงาน
- บริษัทฯ ต้องกำหนดมาตรการควบคุมความเสี่ยงในการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บริการต่างๆ ของบริษัทฯ
- บริษัทฯ ต้องสนับสนุนส่งเสริมให้ คณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการตลอดจนเจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายอย่างเพียงพอที่จะสามารถปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- บริษัทฯ ต้องกำหนดให้มี คำสั่ง/ระเบียบ และคู่มือการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายตามแนวทางที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนดโดย ความรับผิดชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แต่ในกรณีที่ข้อบังคับและแนวทางที่ออกภายใต้กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นไม่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติ บริษัทฯ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดไว้เข้มงวดกว่า
- คณะกรรมการบริหารและเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ต้องปฏิบัติตามนโยบายและระเบียบปฏิบัติด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายโดยเคร่งครัด
ทั้งนี้ ให้ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป
ประธานกรรมการ
ประกาศ บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด
ฉบับที่ 2/2564
เรื่อง นโยบายการรับลูกค้า
วัตถุประสงค์
เพื่อให้การดำเนินงานของ บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด เป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกฎกระทรวงที่กำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า พ.ศ.2555 และเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าจึงกำหนดนโยบายการรับลูกค้าเป็นลายลักษณ์อักษรตามแนวทางที่เลขาธิการและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
คำนิยาม
- บริษัทฯ หมายความถึง บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด
- สำนักงาน หมายความถึง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
- คณะกรรมการ หมายความถึง คณะกรรมการบริหาร บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด
- ลูกค้า หมายความถึง ผู้มาใช้บริการกับบริษัทฯ
- ธุรกรรม หมายความถึง การให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ/บริการขายของที่ระลึก
- นโยบายการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงินของลูกค้า หมายความถึง การประเมินความเสี่ยงของลูกค้าด้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย โดยการนำความเสี่ยงในการใช้ผลิตภัณฑ์/บริการ และช่องทางการใช้บริการ/ทำธุรกรรมแต่ละประเภท มาพิจารณาร่วมกับข้อมูลและปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ ของลูกค้าเพื่อพิจารณาประกอบความเสี่ยงสำหรับลูกค้าแต่ละราย
- ผู้ขอสร้างความสัมพันธ์ หมายความถึง ผู้ที่แจ้งความประสงค์ขอใช้บริการหรือขอสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือขอทำธุรกรรมในครั้งแรกกับบริษัทฯ แต่บริษัทฯ ยังไม่ได้อนุมัติรับเป็นลูกค้าเนื่องจากยังไม่ผ่านขั้นตอนการพิจารณาที่กำหนดในนโยบายการรับลูกค้าอย่างครบถ้วน
- การจัดให้ลูกค้าแสดงตน หมายความถึง การดำเนินการให้ได้มาซึ่งข้อมูลของลูกค้าและการดำเนินการ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของข้อมูลการแสดงตน
- การระบุตัวตนของลูกค้า หมายความถึง การรวบรวมข้อมูลรอบด้านของลูกค้าที่เพิ่มเติมจากข้อมูลการแสดงตน อาทิ ข้อมูลแหล่งรายได้อื่นๆ ของลูกค้า ข้อมูลคู่สมรส ข้อมูลรูปแบบการดำเนินธุรกิจของลูกค้า เป็นต้น รวมถึงการนำข้อมูลเฉพาะของลูกค้า (ชื่อ-สกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่) ตรวจสอบกับฐานรายชื่อผู้ก่อการร้ายที่ประกาศโดยองค์การสหประชาชาติ เพื่อทราบว่าลูกค้าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินและการสนับสนุนการเงินแก่การก่อการร้ายจนถึงขั้นที่ บริษัทฯ ต้องปฏิเสธการสร้างความสัมพันธ์หรือไม่ และเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาประเมินความเสี่ยงของลูกค้าด้วย
- การบริหารความเสี่ยงของลูกค้า หมายความถึง การนำข้อมูลการแสดงตนและข้อมูลการระบุตัวตนของลูกค้ามาพิจารณาร่วมกับปัจจัยที่เสี่ยงต่อการฟอกเงินและสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายอื่นๆ อาทิ พื้นที่หรืออาชีพที่เสี่ยงต่อการฟอกเงินและสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ความเกี่ยวข้องกับผู้ที่กระทำความผิด สถานภาพทางการเมือง เป็นต้น เพื่อประเมินหาระดับความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายของลูกค้าแต่ละราย อันจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณารายงานเหตุอันควรสงสัยต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เมื่อพบว่าลูกค้ามีพฤติกรรมการทำธุรกรรมในแต่ละครั้ง หรือ ในระยะยาวที่อาจผิดปกติหรือเสี่ยงต่อการกระทำผิด และเป็นเงื่อนไขในการกำหนดขั้นตอนในการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงที่เข้มข้นมากหรือน้อยต่อไป
- นโยบายการรับลูกค้า เพื่อให้การดำเนินการของ บริษัทฯ เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และมาตรการสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เมื่อผู้ขอสร้างความสัมพันธ์แจ้งความประสงค์ขอใช้บริการ หรือขอสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือขอทำธุรกรรมในครั้งแรกกับบริษัทฯ ให้ดำเนินการตามกระบวนการดังต่อไปนี้ และดำเนินการตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงินของลูกค้าให้ครบถ้วนก่อนการอนุมัติการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ขอสร้างความสัมพันธ์
- ขั้นตอนที่ 1 การจัดให้ลูกค้าแสดงตน
เมื่อผู้ขอสร้างความสัมพันธ์ขอใช้บริการโดยแจ้งความประสงค์สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือ ขอทำธุรกรรมในครั้งแรก บริษัทฯ ต้องจัดให้ผู้ขอสร้างความสัมพันธ์แสดงตนตามหลักเกณฑ์และวิธีการในกฎกระทรวงกำหนดธุรกรรมที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา16 ต้องจัดให้ลูกค้าแสดงตน พ.ศ.2554 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องวิธีแสดงตนของลูกค้าสถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา16
- ขั้นตอนที่ 2 การระบุตัวตนของลูกค้า
บริษัทฯ ต้องมีข้อมูลอื่นๆ ของผู้ขอสร้างความสัมพันธ์เพื่อที่จะสามารถระบุข้อเท็จจริงได้ว่าผู้ขอสร้างความสัมพันธ์หรือขอใช้บริการที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล หรือบุคคลที่มีการตกลงกันตามกฎหมายนั้น มีความเสี่ยงในระดับที่บริษัทฯ จะสามารถอนุมัติรับเป็นลูกค้าได้หรือไม่ จึงต้องมีข้อมูลขอสร้างความสัมพันธ์มากเพียงพอที่จะกำหนดระดับความเสี่ยงด้านการฟอกเงินได้อย่างถูกต้อง โดยในขั้นตอนนี้ให้ข้อมูลของลูกค้าเพื่อนำมาประกอบพิจารณา ดังนี้
- กรณีเป็นลูกค้า/ลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นครั้งคราว : บุคคลธรรมดา
- ข้อมูลแหล่งที่มาของรายได้ หรือเงินของผู้ขอสร้างความสัมพันธ์ที่ใช้ในการทำธุรกรรม (คำว่า "แหล่งที่มานั้น" หมายรวมทั้งการประกอบกิจกรรมอันทำให้เกิดรายได้/เงินและพื้นที่อันเป็นแหล่งรายได้/เงินนั้น)
- ข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
- กรณีเป็นลูกค้านิติบุคคล
1.โครงสร้างการบริหารจัดการองค์กร/ความเป็นเจ้าขององค์กร (ทำให้ทราบถึงขนาดขององค์กรความซับซ้อนในการบริหารกิจการ สัดส่วนการถือหุ้นอันอาจแสดงถึงอำนาจในการบริหารจัดการองค์กร)
2.ข้อมูลของผู้บริหาร (ระดับสูงสุด ซึ่งอาจเป็นบุคคลคนเดียวหรือคณะกรรมการที่มีอำนาจอนุมัตินโยบายขององค์กร)
3.วัตถุประสงค์ในการดำเนินการของนิติบุคคล/บุคคลที่มีการตกลงกันตามกฎหมายแหล่งที่มาของรายได้ขององค์กรทั้งรายได้หลักและรายได้อื่นๆ ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงต้องเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งอาจพิจารณาจาก
3.1 การถือหุ้น/ระดับการรับผลประโยชน์ในองค์กร
3.2 ข้อมูลที่ได้รับทราบจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (รวมถึงข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากสถาบันการเงินหรือบริษัทอื่นที่ได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่ก่อนแล้ว)
3.3 การมีอำนาจครอบงำกิจการขององค์กร (หมายถึงบุคคลที่มิได้อยู่ในสถานะที่มีอำนาจตามกฎหมายในการควบคุมกิจการแต่ในทางปฏิบัติเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางหรือนโยบายการดำเนินงานของกิจการ)
3.4 การมีอำนาจในการบริหารควบคุมนโยบายและดำเนินกิจการขององค์กร
4.ข้อมูลด้านอื่นๆ ขององค์กรสืบค้นจากแหล่งข้อมูลอื่นที่แสดงถึงความน่าเชื่อถือ ฐานะทางเศรษฐกิจและข้อมูลอื่นๆ ที่สามารถนำมาพิจารณาความเสี่ยงด้านการฟอกเงินของนิติบุคคล/บุคคลที่มีการตกลงกันทางกฎหมายนั้น
5.วัตถุประสงค์ในการสร้างความสัมพันธ์กับบริษัทฯ และประเภทบริการที่ผู้ขอสร้างความสัมพันธ์ประสงค์ขอใช้บริการ
- ขั้นตอนที่ 3 การพิสูจน์ทราบข้อมูลการแสดงตนของลูกค้า
เมื่อได้รับข้อมูลการแสดงตนของผู้ขอสร้างความสัมพันธ์ในขั้นตอนที่1 และข้อมูลเพื่อการระบุตัวตนในขั้นตอนที่2 บริษัทฯ ต้องตรวจสอบความครบถ้วนถูกต้องของข้อมูลและหลักฐานการแสดงตน
ในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของข้อมูลและหลักฐานการแสดงตน บริษัทฯ อาจใช้วิธีการตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (รวมถึงแหล่งข้อมูลสาธารณะที่น่าเชื่อถือ/ฐานข้อมูลในทางพาณิชย์ที่น่าเชื่อถือ/ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่ได้รับการตรวจสอบแล้วจากหน่วยงานราชการ,สถาบันการเงิน เป็นต้น)
ในกรณีที่ไม่มีแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือใดๆ บริษัทฯ สามารถใช้ดุลยพินิจในการตรวจสอบ โดยคำนึงถึงข้อมูลที่ควรสอดคล้องกับตัวตนของผู้ขอสร้างความสัมพันธ์ ประเภทบริการที่ขอสร้างความสัมพันธ์หรือธุรกรรมและความแท้จริงของเอกสารหลักฐานในระดับที่สายตาตรวจสอบได้
ขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลลูกค้ากับฐานข้อมูลสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งมีมติหรือประกาศภายใต้มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกำหนดให้เป็นคณะบุคคลที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้ายที่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยได้ประกาศให้ความรับรองมติหรือประกาศดังกล่าว
ขั้นตอนนี้ บริษัทฯ ต้องนำข้อมูลของผู้ขอสร้างความสัมพันธ์ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ขอสร้างความสัมพันธ์ไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งมีมติหรือประกาศภายใต้มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกำหนดให้เป็นคณะบุคคลที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้ายที่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยได้ประกาศให้ความรับรองมติหรือประกาศดังกล่าวเพื่อจะได้ทราบว่า "ผู้ขอสร้างความสัมพันธ์และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องของผู้ขอสร้างความสัมพันธ์ ไม่ใช่ สมาชิกของคณะบุคคลซึ่งมีมติหรือประกาศภายใต้มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกำหนดให้เป็นคณะบุคคลที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้าย"
- ขั้นตอนที่ 4 การบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงินของลูกค้าและการอนุมัติหรือปฏิเสธการรับลูกค้า
เมื่อบริษัทฯ ได้ข้อมูลของผู้ขอสร้างความสัมพันธ์อย่างเพียงพอที่จะดำเนินการตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงินของลูกค้าและแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบความเสี่ยงอันอาจเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของลูกค้าและมาตรการในการจัดการกับความเสี่ยงแล้วให้พิจารณาว่าจะอนุมัติรับผู้ขอสร้างความสัมพันธ์/ขอใช้บริการเป็นลูกค้าหรือไม่ทั้งนี้ หากพบว่าผู้สร้างความสัมพันธ์รายใดมีลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินในระดับสูง การอนุมัติการสร้างความสัมพันธ์เพื่อรับผู้ขอสร้างความสัมพันธ์เป็นลูกค้าของบริษัทฯ ให้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารทีมมีอำนาจ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ต้องปฏิเสธการสร้างความสัมพันธ์/รับทำธุรกรรม กับผู้ขอสร้างความสัมพันธ์ทุกรายที่พบว่า
- ผู้ขอสร้างความสัมพันธ์ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญของผู้ขอสร้างความสัมพันธ์เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งมีมติ หรือประกาศภายใต้มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกำหนดให้เป็นคณะบุคคลที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้าย
- ไม่ได้รับข้อมูลหรือหลักฐานซึ่งมีความสำคัญในการระบุตัวตนและจัดความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายของผู้ขอสร้างความสัมพันธ์
- ผู้ขอความสัมพันธ์ใช้ ชื่อปลอม นามแฝง หรือแจ้งเท็จในข้อมูล หรือการแสดงหลักฐานสำคัญเป็นเท็จ
- การรับผู้ขอสร้างความสัมพันธ์รายนั้นๆ จะทำให้ บริษัทฯ มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายอย่างร้ายแรง
ในการปฏิเสธการรับลูกค้าหรือปฏิเสธรับทำธุรกรรม อันเนื่องจากเหตุผลตามข้อ (1),(3) หรือกรณีที่บริษัทฯ พิจารณาว่ามีโอกาสเกิดความเสี่ยงต่อการฟอกเงินและสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายจากการขอสร้างความสัมพันธ์ของผู้ขอสร้างความสัมพันธ์รายหนึ่งรายใด บริษัทฯ ควรพิจารณารายงาน "ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย" ต่อสำนักงาน
ทั้งนี้ ให้ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป
ประธานกรรมการ
ประกาศ บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด
ฉบับที่ 3/2564
เรื่อง นโยบายการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงินของลูกค้า
วัตถุประสงค์
เพื่อให้การดำเนินงานของ บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด เป็นไปตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกฎกระทรวงกำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า พ.ศ.2555 และเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ เพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าจึงกำหนดนโยบายการรับลูกค้าเป็นลายลักษณ์อักษรตามแนวทางที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
คำนิยาม
- บริษัทฯ หมายความถึง บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด
- สำนักงาน หมายความถึง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
- คณะกรรมการ หมายความถึง คณะกรรมการบริหาร บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด
- ลูกค้า หมายความถึง ผู้มาใช้บริการกับบริษัทฯ
- ธุรกรรม หมายความถึง การให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ/บริการขายของที่ระลึก
- นโยบายการรับลูกค้า หมายความถึง หลักการในการกำหนดขั้นตอนของบริษัทฯ ในการปฏิบัติเมื่อแรกสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับลูกค้า หรือเมื่อแรกรับทำธุรกรรมให้กับลูกค้า
- นโยบายการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงินของลูกค้า หมายความถึง การประเมินความเสี่ยงของลูกค้าด้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย โดยการนำความเสี่ยงในการใช้ผลิตภัณฑ์/บริการ และช่องทางการใช้บริการ/ทำธุรกรรมแต่ละประเภท มาพิจารณาร่วมกับข้อมูลและปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ ของลูกค้าเพื่อพิจารณาประกอบความเสี่ยงสำหรับลูกค้าแต่ละราย
- ผู้ขอสร้างความสัมพันธ์ หมายความถึง ผู้แจ้งความประสงค์ขอใช้บริการหรือขอสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือขอทำธุรกรรมในครั้งแรกกับบริษัทฯ แต่บริษัทฯ ยังไม่ได้อนุมัติรับเป็นลูกค้าเนื่องจากยังไม่ผ่านขั้นตอนการพิจารณาที่กำหนดในนโยบายการรับลูกค้าอย่างครบถ้วน
- การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า หมายถึง กระบวนการเฝ้าระวังตรวจสอบและตรวจทานความเคลื่อนไหวทางการเงินหรือธุรกรรมของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ความเข้มข้นของกระบวนการดังกล่าวต้องสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้าที่ได้รับจากการประเมินข้อมูลและปัจจัยต่างๆ ของลูกค้าอย่างเหมาะสม ซึ่งผลลัพธ์ที่รับจากการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าจะทำให้บริษัทฯ ทราบได้ว่าลูกค้ามีการดำเนินความสัมพันธ์กับบริษัทฯ เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่มีความเคลื่อนไหวทางการเงินปกติหรือไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือสถานภาพทางเศรษฐกิจของลูกค้าหรือบริษัทฯ ควรพิจารณาปรับปรุงระดับความเสี่ยงของลูกค้าหรือไม่ และบริษัทฯ มีความปลอดภัยจากแหล่งฟอกเงินและสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายในการดำเนินความสัมพันธ์ ทางธุรกิจกับลูกค้าหรือไม่
- นโยบายการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงินของลูกค้า เมื่อดำเนินกระบวนการตามนโยบายการรับลูกค้าของบริษัทฯ แล้วให้ดำเนินกระบวนการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงินของลูกค้าและจด/บันทึก ระดับความเสี่ยงก่อนการอนุมัติรับผู้ขอสร้างความสัมพันธ์เป็นลูกค้า และหากพบว่าผู้ขอสร้างความสัมพันธ์รายใดมีลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินในระดับสูงการอนุมัติการสร้างความสัมพันธ์เป็นลูกค้าของบริษัทฯ ให้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่มีอำนาจ ซึ่งจัดการระดับความเสี่ยงต่อการฟอกเงินของลูกค้าตามปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ สำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่มให้พิจารณา ดังนี้
การกำหนดและบริหารการจัดระดับความเสี่ยง
- การบริหารความเสี่ยงภายในองค์กร คือการบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายสำหรับ ผลิตภัณฑ์/บริการและช่องทางการใช้บริการ/การทำธุรกรรมและนำความเสี่ยงในการใช้ผลิตภัณฑ์/บริการและช่องทางใช้บริการ/ทำธุรกรรมแต่ละประเภทมาพิจารณาร่วมกับปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ ของลูกค้าเพื่อพิจารณาประกอบความเสี่ยงสำหรับลูกค้าแต่ละราย


4.การบริหารความเสี่ยงของลูกค้า ในการบริหารความเสี่ยงสำหรับลูกค้าบริษัทฯ กำหนดปัจจัยการพิจารณาความเสี่ยงของลูกค้าในระดับสูงและระดับต่ำ โดยให้อยู่ในหลักการต่อไปนี้
ปัจจัยการพิจารณาว่าเป็นลูกค้าที่มีความเสี่ยงระดับสูง
ตามข้อ19 แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า พ.ศ.2555 หากลูกค้ารายใดมีลักษณะเข้าข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ บริษัทฯ ต้องกำหนดให้เป็นลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินในระดับสูง
- ลูกค้าเป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับสมาชิกของคณะบุคคลที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้ายตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ บริษัทฯ อาจพิจารณารายชื่อสมาชิกที่กระทำการก่อการร้ายหรือสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายหรือการฟอกเงินหรือการกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรระหว่างประเทศที่น่าเชื่อถือหรือประเทศอื่นได้
หมายเหตุ : ความเกี่ยวข้องในที่นี้หมายถึง เป็นคนใกล้ชิด ญาติสนิท คนในครอบครัว ที่มีโอกาสช่วยเหลือสนับสนุน
- ลูกค้าเป็นบุคคลที่ถูกยับยั้งการทำธุรกรรมยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือเป็นผู้ที่ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542)
- ลูกค้าเป็นหรือเคยเป็นบุคคลที่กระทำความผิดเกี่ยวกับความผิดฐานฟอกเงิน หรือความผิดอาญาร้ายแรงอื่นๆ หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายและสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
- ลูกค้าเป็นบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง (บุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งราชการระดับสูงตั้งแต่ระดับประเทศถึงระดับท้องถิ่น) ทั้งของไทยและต่างประเทศ
- ลูกค้ามีถิ่นที่อยู่ในประเทศหรือพื้นที่ที่ไม่มีการปรับใช้หรือประยุกต์ใช้มาตรการสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) อย่างเพียงพอโดยพิจารณาจาก
- กลุ่มประเทศหรือพื้นที่ซึ่งไม่มีการบังคับใช้มาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) อย่างเพียงพอ
- กลุ่มประเทศหรือพื้นที่ซึ่งถูกกีดกันหรือใช้มาตรการบังคับ หรือห้ามค้าขายระหว่างประเทศโดยองค์การสหประชาชาติหรือองค์กรระดับสากลที่สำคัญ
- กลุ่มประเทศหรือพื้นที่ซึ่งเชื่อได้ว่ามีอัตราการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือการประกอบอาชญากรรมในระดับสูงมาก
- กลุ่มประเทศหรือพื้นที่ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นแหล่งสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายแหล่งก่อการร้าย หรือองค์กรผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการอยู่
- ลูกค้ามีแหล่งรายได้ (รายได้หรือรายได้ส่วนใหญ่) จากประเทศหรือพื้นที่ที่ไม่มีการปรับใช้หรือประยุกต์ใช้มาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) อย่างเพียงพอ
- ลูกค้าประกอบอาชีพหรือธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงินสูงได้แก่
- นักการเมืองหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง (Politically Exposed Persons : PEPs)
- ธุรกิจค้าขายอัญมณีหรือโลหะมีค่า
- ธุรกิจค้าทอง
- ธุรกิจค้าของเก่าและวัตถุโบราณ
- ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
- ธุรกิจโอนเงินออกนอกประเทศ
- ธุรกิจเงินกู้นอกระบบ
- มูลนิธิตามรายชื่อที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามกำหนด (ปัจจุบันสำนักงานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินยังไม่ได้จัดทำข้อมูลนี้)
- ธุรกิจค้าอาวุธสงคราม
- ลูกค้าที่อยู่ในรายชื่อที่เลขาธิการคณะการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแจ้งให้ทราบ
ปัจจัยการพิจารณาว่าเป็นลูกค้าที่มีความเสี่ยงระดับต่ำ
ปัจจัยการพิจารณาความเสี่ยงระดับต่ำ บริษัทฯ ต้องพิจารณาตามแนวทางประกาศของเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่
ฉบับที่1 ประกาศเรื่อง ประเภทและลักษณะของลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่ำ
สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ได้แก่ลูกค้าที่มีการพิสูจน์ทราบข้อมูลการแสดงตน และการระบุตัวตนแล้วพบว่า ไม่เข้าหลักเกณฑ์ลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง ตามข้อ19 แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า พ.ศ.2555 ให้บริษัทฯ กำหนดว่าเป็นลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินในระดับต่ำ
ฉบับที่2 ประกาศเรื่อง ประเภทลูกค้าที่สถาบันการเงินไม่ต้องดำเนินการระบุตัวตนของลูกค้า
สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้คือสถาบันการเงินอาจพิจารณาว่า ประเภทลูกค้าต่อไปนี้เป็นลูกค้าที่ ไม่จำเป็นต้องระบุตัวตนเฉพาะในข้อมูล ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงดังต่อไปนี้ให้เป็นลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินในระดับต่ำ
- พระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี พระรัชทายาท หรือพระบรมวงศ์ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไปถึงชั้นเจ้าฟ้า
- รัฐบาล ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
- สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มูลนิธิ เฉพาะมูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถ มูลนิธิสายใจไทย
- บริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Public Company Listed on a stock)
- กองทุนรวมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- สถาบันการเงินที่อยู่ในการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ยกเว้นผู้ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เฉพาะในกรณีที่สถาบันการเงินดังกล่าวสร้างความสัมพันธ์แบบลูกค้าเท่านั้น (ไม่ได้เป็นคู่ค้าด้วย) และให้จัดระดับลูกค้าในกลุ่มข้อ (1)-(5) ที่เป็นลูกค้าต่างประเทศซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่หรือประเทศที่มีลักษณะนี้เป็นลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินในระดับต่ำ
- กลุ่มประเทศหรือพื้นที่ซึ่งไม่มีการบังคับใช้มาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) อย่างเพียงพอ
- กลุ่มประเทศหรือพื้นที่ซึ่งถูกกีดกันหรือใช้มาตรการบังคับ หรือห้ามค้าขายระหว่างประเทศโดยองค์การสหประชาชาติ หรือองค์กรระดับสากลที่สำคัญ
- กลุ่มประเทศหรือพื้นที่ซึ่งเชื่อได้ว่ามีอัตราการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการประกอบอาชญากรรมในระดับสูงมาก
- กลุ่มประเทศหรือพื้นที่ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นแหล่งสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้ายและแหล่งก่อการร้าย หรือองค์กรผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการอยู่ จากองค์กรระหว่างประเทศที่น่าเชื่อถือ หรือประเทศพัฒนาแล้วที่บริษัทฯ มีการติดต่อหรือสร้างความสัมพันธ์ในทางธุรกิจด้วย
มาตรการในการควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการฟอกเงินของลูกค้าที่ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ต่อหน้า หรือไม่ได้ทำธุรกรรมต่อหน้า
ในกรณีที่บริษัทฯ มีการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบ "ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ต่อหน้า" หรือให้บริการ "ธุรกรรมที่ไม่ได้ทำต่อหน้า" การสร้างความสัมพันธ์หรือการให้บริการธุรกรรมแบบนี้มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงิน เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงพฤติกรรมของลูกค้าและไม่สามารถสอบถามวัตถุประสงค์ หรือข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมกับลูกค้าได้ บริษัทฯ จึงกำหนดมาตรการในการควบคุมความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายสำหรับการสร้างความสัมพันธ์และการทำธุรกรรมประเภทนี้ ดังนี้
- การสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจแบบ "ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ต่อหน้า" หรือให้บริการแบบ "ธุรกรรมที่ไม่ได้ทำต่อหน้า" มิได้สำหรับผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่มีความเสี่ยงต่ำ เท่านั้น
- ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจแบบ "ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ต่อหน้า" หรือให้บริการแบบ "ธุรกรรมที่ไม่ได้ทำต่อหน้า" ต้องมีการจำกัดวงเงิน และ/หรือจำนวนครั้งในการทำธุรกรรม
- ต้องมีการวางระบบการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบทำธุรกรรมอันเกิดจากการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจแบบ "ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ต่อหน้า" หรือให้บริการแบบ "ธุรกรรมที่ไม่ได้ทำต่อหน้า" อย่างสม่ำเสมอ
มาตรการในการตรวจสอบธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยที่อาจเกิดขึ้นจากลูกค้าที่ไม่ได้ทำธุรกรรมต่อหน้า
บริษัทฯ ต้องจัดให้มีระบบการแจ้งเตือนและใช้ดุลยพินิจในการระงับการธุรกรรมอย่างรวดเร็ว เมื่อพบว่ามีเหตุอันควรสงสัย หรือมีความผิดปกติอย่างร้ายแรง หรือมีพฤติกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายเกิดขึ้นจากการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจแบบ "ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ต่อหน้า" หรือให้บริการแบบ "ธุรกรรมที่ไม่ได้ทำต่อหน้า"
แนวปฏิบัติการตรวจสอบความเสี่ยงอันเกิดจากความสัมพันธ์ของลูกค้าและมาตรการในการจัดการกับความเสี่ยง
ก่อนการอนุมัติหรือปฏิเสธการรับลูกค้าตามนโยบายรับลูกค้าของ บริษัทฯ ในการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าให้ดำเนินการดังนี้
- ตรวจสอบการทำธุรกรรมของลูกค้าโดยให้คัดกรองธุรกรรมที่ผิดปกติและเสี่ยงต่อการฟอกเงินออกจากธุรกรรมปกติทั่วไปของลูกค้าซึ่งสามารถทำให้บริษัทฯ พบว่าลูกค้าแต่ละรายมีการทำธุรกรรมที่ผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่
- ตรวจสอบข้อมูลและวิเคราะห์ว่า ลูกค้ามีพฤติกรรมทำธุรกรรมที่เสี่ยงต่อการฟอกเงินการกระทำความผิดมูลฐาน หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและควรพิจารณาสิ่งรายงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงินหรือไม่
- ตรวจทานและอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลการตรวจสอบข้อมูลของลูกค้าโดยให้บุคลากร ระดับผู้บริหารเป็นผู้มีอำนาจในการตรวจทานรายงานการวิเคราะห์ผลการตรวจสอบข้อมูลของลูกค้าและมีอำนาจในการใช้ดุลยพินิจว่าจะอนุมัติให้ส่งรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือไม่
การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า
เมื่อมีการอนุมัติการทำธุรกรรมกับลูกค้าตามนโยบายการรับลูกค้าของ บริษัทฯ แล้วให้ดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจนกว่าบริษัทฯ จะยุติความสัมพันธ์กับลูกค้ารายดังกล่าว
ทั้งนี้ ให้ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป
ประธานกรรมการ
ประกาศ บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด
ฉบับที่ 4/2564
เรื่อง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด
- ขอบเขตและวัตถุประสงค์
บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด ต่อไปนี้เรียกว่า “บริษัทฯ” ตระหนักถึงความสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลธรรมดาที่ใช้บริการกับบริษัทฯ ต่อไปนี้เรียกว่า “ลูกค้า” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 คณะกรรมการบริษัทฯ จึงได้พิจารณาอนุมัตินโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทฯ ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้จัดทำประกาศฉบับนี้ขึ้นซึ่งครอบคลุมถึงลูกค้าทุกท่าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายวิธีการเก็บรวบรวมใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าในส่วนที่เกี่ยวกับการให้บริการใดๆ ของบริษัทฯ
"ข้อมูลส่วนบุคคล" หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าซึ่งทำให้สามารถระบุตัวลูกค้าได้ไม่ว่าทางตรง หรือ ทางอ้อมโดยไม่รวมถึง ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม ข้อมูลนิติบุคคล หรือ ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการทำให้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวลูกค้าที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้
"ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data)" หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนา หรือ ปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรมซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกัน ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดซึ่งบริษัทฯ จะเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวต่อเมื่อบริษัทฯ ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง จากท่าน หรือ ในกรณีที่บริษัทฯ มีความจำเป็นตามกรณีที่กฎหมายอนุญาต ทั้งนี้ บริษัทฯ อาจต้องเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลข้อมูลชีวภาพ (Biometric) เช่น ข้อมูลภาพจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ ข้อมูลจำลองม่านตา ข้อมูลอัตลักษณ์เสียง เพื่อวัตถุประสงค์ในการพิสูจน์และยืนยันตัวตนของผู้ใช้ บริการที่ขอสมัคร และ/หรือทำธุรกรรมผ่านช่องทางต่างๆ
"การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล" หมายถึง การดำเนินการใดๆ ของบริษัทฯ ต่อข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ารวมถึง การเก็บรวบรวมใช้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และ การลบข้อมูลส่วนบุคคล
"บริการของบริษัทฯ" หมายความว่า บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการขายของที่ระลึก
2.ผู้ที่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
บริษัทฯ เป็น "ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล" ของลูกค้าทุกท่าน จึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการประมวลผลและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำเท่าที่จำเป็นแก่การให้บริการ หรือ เพื่อดำเนินการตามคำขอซึ่งอาจรวมถึง การส่งเสริมการขาย การทำการตลาด แล้วแต่กรณี โดยมีวัตถุประสงค์ ขอบเขต และวิธีการใช้ตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ บริษัทฯ อาจส่งข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้หน่วยงาน หรือ บุคคลภายนอกดำเนินการในฐาน "ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล" โดยดำเนินการในนามของบริษัทฯ
3.ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่บริษัทฯ อาจเก็บรวบรวม
ในการเข้าถึงและใช้บริการทางการเงินของบริษัทฯ จำเป็นที่ลูกค้าต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวตนของลูกค้าเพื่อให้สามารถใช้บริการ และ/หรือ การทำธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ โดยข้อมูลดังกล่าว รวมถึง
- ข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุในการใช้บริการ
- เอกสารแสดงตัวตนอันเป็นเอกสารประกอบการใช้บริการ
- ข้อมูลบัตรเครดิต/บัตรเดบิต
- ข้อมูลการทำธุรกรรม/ข้อมูลการใช้บริการ
นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการใช้งานผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัทฯ รวมถึงกล้องวงจรปิด ระบบการเข้า-ออกอาคาร และข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์
โดยทั่วไปแล้วบริษัทฯ เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกือบทั้งหมดจากลูกค้าโดยตรง ผ่านกระบวนการสมัครเป็นสมาชิก/การใช้บริการ อย่างไรก็ดี บริษัทฯ อาจเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น เช่น ผู้ให้บริการภายนอก ข้อมูลจากหน่วยงานราชการ เป็นต้น ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับมาจากแหล่งอื่นจะได้รับการตรวจสอบ หรือรับรองแล้วว่าสามารถนำมาใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ของประกาศนี้
บริษัทฯ อาจประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวตนของลูกค้าได้ในรูปแบบที่เป็นเอกสาร และ/หรือ รูปภาพ และ/หรือ รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
4.เหตุใดบริษัทฯ ต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
บริษัทฯ ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อการดำเนินการทั้งหลายตามวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางการเงิน โดยบริษัทฯ ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าด้วยเหตุผล (ฐานในการประมวลผลข้อมูล) ซึ่งอาจจะอาศัยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง หรือ หลายเหตุผล ประกอบกันก็ได้ดังนี้
4.1 เพราะบริษัทฯ มีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญา : ประมวลผลตามฐานสัญญา (Contract)
เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการของบริษัทฯ ได้ตามที่ลูกค้า/สมาชิก มีอยู่กับบริษัทฯ หรือตามคำขอของลูกค้าทั้งก่อนหรือขณะเป็นสมาชิก/ใช้บริการของบริษัทฯ เช่น
- การสมัครสมาชิกกับบริษัทฯ ให้บริการข้อมูล/ปรับปรุงข้อมูลส่วนบุคคล/ข้อมูลบริการที่เกี่ยวกับลูกค้าสัมพันธ์ ประมวลผลเพื่อพัฒนาบริการ/บริการมอบสิทธิประโยชน์ ส่งมอบ/ออกใบเสร็จรับเงิน
- ดำเนินการอื่นใดเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้บริการ/สมาชิก เช่น รับเรื่องร้องเรียน สำรวจความพึงพอใจในการให้บริการบริหารความเสี่ยงของการบริการ
4.2 เพราะบริษัทฯ มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทฯ : ประมวลผลตามฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interests)
บริษัทฯ อาจนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปใช้ในการประมวลผลเพื่อการจัดการ การตรวจสอบและการจัดทำรายงานภายในของบริษัทฯ การดูแลรักษาระบบเพื่อการรักษามาตรฐานการให้บริการ รวมไปถึงการจัดการความเสี่ยงของบริษัทฯ และการดำเนินการตามปกติภายในของบริษัทฯ อันเป็นประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น
- การบันทึกเสียงผ่านช่องทางศูนย์บริการสมาชิก หรือ การบันทึกภาพกล้องวงจรปิด (CCTV)
- การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น การจัดการข้อร้องเรียน การประเมินความพึงพอใจจากการใช้บริการ การนำเสนอบริการประเภทเดียวกันกับที่ลูกค้ามีอยู่กับบริษัทฯ ซึ่งเป็นประโยชน์กับลูกค้า
- การบริหารความเสี่ยงองค์กร การตรวจสอบ การบริหารจัดการภายในองค์กร รวมถึง การส่งต่อไปยังบริษัทฯ ในเครือกิจการเดียวกันเพื่อการดำเนินการดังกล่าว
- การควบคุม ป้องกัน บรรเทา หรือ โอน ถ่ายความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการกระทำทุจริต ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การผิดนัดชำระหนี้ หรือ ผิดสัญญา การทำผิดกฎหมายต่างๆ (เช่น การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือชื่อเสียง เป็นต้น) ซึ่งรวมถึง การแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานของบริษัทฯ ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินในการควบคุม ป้องกัน บรรเทา หรือ โอน ถ่ายความเสี่ยงข้างต้น
- การเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของกรรมการ ผู้มีอำนาจกระทำการแทน ตัวแทนของลูกค้านิติบุคคล
- การติดต่อการบันทึกภาพ การบันทึกเสียงอันเกิดจากการจัดประชุม อบรม สันทนาการหรือการออกบูธ
- การเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
4.3 เพราะบริษัทฯ มีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย : ประมวลผลตามฐานการปฏิบัติตามกฎหมาย (Legal Obligation)
บริษัทฯ อาจนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปประมวลผลเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายของหน่วยงาน ที่กำกับดูแลการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น รวมทั้ง กฎหมายที่ควบคุมการทำธุรกรรมในตลาดทุน เช่น พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 กฎหมายอื่นที่บริษัทฯ ต้องอยู่ภายใต้บังคับกำหนดให้ส่งข้อมูลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงประกาศและระเบียบที่ออกตามกฎหมายดังกล่าว เช่น ประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ให้อำนาจศาลสั่งให้คู่ความส่งเอกสารหรือข้อมูลในการพิจารณาคดี เป็นต้น
4.4 เพราะบริษัทฯ ได้รับความยินยอมจากลูกค้า : ประมวลผลตามความยินยอม (Consent)
บริษัทฯ จะขอความยินยอมจากลูกค้าในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคคลของลูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด การส่งเสริมการขาย หรือ การเสนอสิทธิประโยชน์ การเสนอขายสินค้าหรือบริการใดๆ หรือเพื่อการสถิติ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ประเมินผลข้อมูล หรือ เพื่อวัตถุประสงค์ใดๆ ที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย
การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้เท่านั้น ในบางกรณีบริษัทฯ อาจพิจารณาว่าสามารถประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามวัตถุประสงค์อื่นที่เกี่ยวข้องและไม่ขัด หรือ นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์เดิม แต่ในกรณีที่บริษัทฯ จำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์เดิม บริษัทฯ จะขอความยินยอมใหม่เพื่อการใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ใหม่นั้น
หากลูกค้าประสงค์จะถอนความยินยอมในการประมวลผลดังกล่าว สามารถติดต่อบริษัทฯ และแจ้งความประสงค์ได้ ทั้งนี้ การถอนความยินยอมอาจส่งผลกระทบต่อลูกค้าในการใช้บริการสมาชิก และ/หรือ การใช้บริการอื่นๆ เช่น ไม่ได้รับการแจ้งสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่นหรือข้อเสนอใหม่ๆ ไม่ได้รับบริการที่ดียิ่งขึ้นและสอดคล้องกับความต้องการของท่าน หรือ ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์แก่ท่าน เป็นต้น ดังนั้น เพื่อประโยชน์ของลูกค้าจึงควรศึกษา หรือ สอบถามถึงผลกระทบก่อนเพิกถอนความยินยอม
2.การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บุคคลภายนอก
บริษัทฯ อาจทำการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้แก่บุคคลภายนอกเท่าที่จำเป็นเพื่อการประมวลผลข้อมูลตามหน้าที่ความรับผิดชอบตามสัญญา หรือ ตามกฎหมาย หรือตามที่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า โดยบริษัทฯ อาจส่งข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปยังบุคคลภายนอก ดังต่อไปนี้
- ตัวแทน และผู้รับจ้าง หรือผู้ให้บริการซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทั้งนี้ เพื่อให้บุคคล และ/หรือ นิติบุคคลเหล่านี้ให้บริการแก่บริษัทฯ และลูกค้า เช่น กลุ่มธุรกิจ สถาบันการเงิน คู่ค้า พันธมิตรธุรกิจที่ให้บริการร่วมกัน ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญและ ผู้ให้บริการด้านต่างๆ เช่น ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บริษัทฯ ผู้ทำหน้าที่ประสานงานในการเดินทางเพื่อการสัมมนา ผู้ทำหน้าที่จัดประชุม การติดตั้งร้านค้ารับบัตร การจัดรายการส่งเสริมการขาย ธนาคารของร้านค้าผู้รับบัตร และบุคคลภายนอกอื่นๆ ที่บริษัทฯ ร่วมงานด้วยในการให้บริการอันเกี่ยวข้องกับการให้บริการของบริษัทฯ เป็นต้น
- หน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานของรัฐบาล หรือ หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานเศรษฐกิจกระทรวงการคลัง กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บุคคลใดๆก็ตามที่บริษัทฯ ต้องเปิดเผยข้อมูลเท่าที่กฎหมาย หรือ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนด หรือ ในกรณีเฉพาะอื่นๆ เช่น เป็นไปตามคำสั่งศาล
- เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามสัญญาหรือตามกฎหมายของบริษัทฯ หรือ การยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
- บริษัทฯ อาจส่งหรือโอนข้อมูลของลูกค้าไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาระหว่างบริษัทฯกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ของลูกค้า หรือ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย โดยประเทศปลายทางที่รับข้อมูลต้องได้รับการวินิจฉัยจากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่ามีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ หรือ หน่วยงานหรือองค์กรที่รับข้อมูลต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองจากสำนักคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่ามีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสม
3.กระบวนการประมวลผลโดยระบบอัตโนมัติ
ภายใต้การได้รับความยินยอมจากลูกค้าโดยชัดแจ้ง บริษัทฯ อาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าในการประมวลผลโดยระบบอัตโนมัติ ซึ่งจะมีผลต่อโปรไฟล์ของลูกค้า หรือ เพื่อการรวบรวมข้อมูลอื่นๆ เช่น รวบรวมข้อมูลเพื่อการตลาด เป็นต้น หากลูกค้าประสงค์จะเพิกถอนความยินยอมท่านสามารถติดต่อบริษัทฯ เพื่อขอเพิกถอนการให้ความยินยอมของท่านได้
4.สิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
ลูกค้ามีสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าโดยลูกค้าสามารถขอใช้สิทธิต่างๆ ได้ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย และประกาศที่กำหนดไว้ในขณะนี้หรือที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต ดังต่อไปนี้
- สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ (Right to be informed) โดยได้รับการแจ้งเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล วิธีการเก็บรวบรวม บุคคลที่จะได้รับข้อมูล เหตุผลและระยะเวลาที่จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล
- สิทธิในการเข้าถึง (Right of access) โดยสามารถขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทฯ และตรวจสอบว่าบริษัทฯ ได้ประมวลผลข้อมูลตามกฎหมายหรือไม่
- สิทธิขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล (Right to data portability) บริษัทฯ ได้จัดทำข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบที่สามารถอ่านหรือใช้งานโดยทั่วไปได้ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ และประมวลผลด้วยวิธีการอัตโนมัติ ลูกค้าสามารถขอให้บริษัทฯ ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบุคลอื่นได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ หรือ ขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ ส่งหรือโอนไปยังบุคคลอื่นโดยตรง เว้นแต่โดยสภาพทางเทคนิคไม่สามารถทำได้
- สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Right to object) ลูกค้าสามารถคัดค้านในกรณีที่บริษัทฯ ประมวลผลข้อมูลของลูกค้า
- สิทธิขอให้ลบหรือทำลาย หรือ ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ (Right to erasure right to be forgotten) ลูกค้าสามารถขอให้ลบข้อมูล หรือ ทำลาย หรือ ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนลูกค้า
- สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล (Right to restrict processing) ลูกค้าสามารถขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้ เมื่อบริษัทฯ อยู่ในระหว่างการตรวจสอบตามที่ลูกค้าขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลหรือเมื่อบริษัทฯ อยู่ในระหว่างการพิสูจน์ หรือ ตรวจสอบ ตามคำขอใช้สิทธิในการคัดค้านของลูกค้า
- สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล (Right of rectification) ลูกค้าสามารถขอแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันได้ หากลูกค้าพบว่าข้อมูลของลูกค้าไม่ถูกต้อง สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน
ทั้งนี้ ลูกค้ามีสิทธิที่จะยื่นคำขอใช้สิทธิต่อบริษัทฯ บางกรณีบริษัทฯ อาจปฏิเสธการใช้สิทธิของลูกค้าตามเหตุผลที่จะได้แจ้งให้ทราบต่อไป โดยลูกค้าสามารถร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหากลูกค้าไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่บริษัทฯ ชี้แจง
การร้องขอใดๆ เพื่อการใช้สิทธิของลูกค้าตามที่กล่าวข้างต้น จะต้องกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร และบริษัทฯ จะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดที่จะดำเนินการหรือชี้แจงภายใน 30 วัน หรือ ไม่เกินตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยบริษัทฯ จะปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของลูกค้าในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่ลูกค้าขอให้บริษัทฯ ลบ ทำลาย กำจัดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ระงับการใช้ชั่วคราว แปลงข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ หรือ ถอนความยินยอม อาจทำให้เกิดข้อจำกัดกับบริษัทฯ ในการทำธุรกรรม หรือ ให้บริการแก่ลูกค้าได้ ทั้งนี้ การใช้สิทธิดังกล่าวข้างต้น บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการคิดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการเข้าดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ลูกค้าร้องขอ
5.ระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล
ตามหลักการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็น บริษัทฯ จะจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็น ระยะเวลาเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์การเก็บรวบรวมข้อมูลตามกฎหมาย ดังต่อไปนี้
- ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า จะถูกเก็บรวบรวมไว้ตลอดระยะเวลาที่ลูกค้าเป็นสมาชิกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และอีกไม่เกิน 10 ปีนับจากวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการเป็นสมาชิกของลูกค้า
- กรณีไม่ได้รับการอนุมัติเป็นสมาชิก บริษัทฯ จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลใดๆ ของลูกค้าที่ไม่ได้รับการอนุมัติดังกล่าวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีนับจากวันที่ไม่ได้รับอนุมัติ
- ในกรณีที่พ้นระยะเวลาจัดเก็บทางบริษัทฯ จะทำการลบหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้
6.วิธีการที่บริษัทฯ ใช้ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
บริษัทฯ มีการจัดการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม "มาตรฐานระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสําหรับระบบสารสนเทศ"
7.การแก้ไขเปลี่ยนแปลงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทฯ อาจมีการพิจารณาทบทวนประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าได้ โดยหากมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทฯ จะแจ้งให้ทราบบนเว็บไซต์ของบริษัทฯ และตามช่องทางที่จะได้แจ้งให้ทราบตามความเหมาะสมต่อไป
8.วิธีการติดต่อบริษัทฯ
ในกรณีที่ลูกค้าประสงค์จะใช้สิทธิ หรือถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า หรือ มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทฯ สามารถติดต่อได้ที่ :
- บริษัท ซุปเปอร์ริช กรีน กรุ๊ป จำกัด : เลขที่ 45 ซอยราชดำริ 1 ถนนราชดำริห์ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 ในวัน-เวลาที่บริษัทฯ กำหนด (วันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น.)
- Call Center : โทร 02-2544444
- หากลูกค้าเห็นว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ลูกค้ามีสิทธิที่จะร้องเรียนไปยัง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
2.ประกาศฉบับนี้เป็นการแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ หากมีผลใช้บังคับในส่วนของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เลื่อนการมีผลใช้บังคับออกไป ประกาศฉบับนี้จะเลื่อนการมีผลใช้บังคับเป็นวันเดียวกับวันที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้เฉพาะในส่วนที่มีการเลื่อนการใช้บังคับด้วย